ไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่ต่างกันอย่างไร

ในช่วงฤดูฝน อากาศเริ่มเย็นลงและมีความชื้นสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนี้ เป็นสาเหตุทำให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โรคที่สำคัญที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในฤดูนี้ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โรคไข้หวัดนก โรคปอดอักเสบ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง

นอกจากนี้ในต่างจังหวัดบางพื้นที่ อาจมีการระบาดของโรคฉี่หนู หรือโรคแลปโตสไปโรซิส หรือโรคที่มียุงเป็นพาหะนำโรค เช่น ไข้มาลาเรีย โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเจอี เป็นต้น ดังนั้น อาการไข้สูง ปวดหัว ปวดเมื่อยตัวมาก ในช่วงฤดูฝนอาจเป็นได้จากหลายโรค แต่ที่พบบ่อย คือ โรคไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่  ตารางเปรียบเทียบเพิ่ม โรค ไข้เลือดออกและโรคไข้หวัดใหญ่

162088

  ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก
เชื้อก่อโรค Influenza virus (สายพันธุ์ A, B) Dengue virus (สายพันธุ์ 1, 2, 3 และ 4)
ผู้ที่มีโอกาสป่วย พบได้ทุกเพศทุกวัย พบบ่อยในเด็กอายุ 5 – 15  ปี พบอัตราตายสูงโดยเฉพาะในช่วงอายุ 5 – 9  ปี แต่ต่อมาพบว่า ผู้ใหญ่เป็นโรคนี้มากขึ้น และผู้ใหญ่มักมีเลือดออก (เช่น อาเจียนเป็นเลือด) ได้บ่อยกว่าเด็ก จึงต้องระวังโรคนี้เช่นเดียวกับเด็ก พบได้ทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในเด็กและมีโอกาสเกิดใกล้เคียงกันทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย
ระยะเวลาที่พบ พบได้ตลอดทั้งปี พบบ่อยในช่วงฤดูฝน มักมีการระบาดปีเว้นสองปี แต่ในระยะหลังพบว่าการระบาดไม่มีแบบแผนแน่นอน พบได้เกือบทั้งปี แต่จะเป็นมากในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ซึ่งบางปีอาจจะพบการระบาดของโรค (จากสายพันธุ์ย่อยๆ เพียงสายพันธุ์เดียว ซึ่งเป็นแล้วจะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้น เชื้อไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์ อาจผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำให้เกิดการระบาดใหญ่ และมีการเรียกชื่อโรคที่ระบาดแต่ละครั้งตามชื่อของประเทศที่เป็นแหล่งต้นกำเนิด)
ระยะฟักตัว 5–8 วัน (สั้นที่สุด 3 วัน – นานที่สุด 15วัน) 1 – 4 วัน (เฉลี่ย 2 วัน)
อาการของโรค ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดกระดูก หน้าแดง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้องหรือมีตับโต มีผื่นหรือมีเลือดออกผิดปกติ พบบ่อย คือ จุดเลือดออกที่ผิวหนัง เลือดกำเดา บางรายอาจมีภาวะความดันโลหิตต่ำหรือภาวะช็อกร่วมด้วย ไข้สูงเฉียบพลัน หนาว ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ปวดกล้ามเนื้อมากโดยเฉพาะที่หลัง ต้นแขนต้นขา อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ขมในคอ คลื่นไส้อาเจียน จุกแน่นท้อง ท้องเสีย
อาการทางระบบทางเดินหายใจ ไม่มีอาการเด่นชัดของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูก ไอ เจ็บคอ คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอ บางรายมีอาการเจ็บคอ (บางรายอาจไม่มีอาการคัดจมูก หรือเป็นหวัดเลยก็ได้) อาการจะหายไปเองได้ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่จะมีอาการรุนแรง เช่น ไอมาก หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ซึ่งอาจเกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ทำให้ เกิดการอักเสบของปอด ทำให้ปอดบวม การหายใจล้มเหลว ซึ่งอาการอาจจะ รุนแรงจนถึงเสียชีวิตได้
ลักษณะของโรค โรคไข้เลือดออกโดยทั่วไปจะมีอาการในช่วง 2-9 วัน สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ ระยะไข้ (2 – 7 วัน) ระยะช็อก และระยะฟื้น แต่ถ้าเป็น แบบไม่รุนแรงก็จะไม่มีระยะช็อก ไข้หวัดใหญ่ในคนมี 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1 2009) ที่ทำให้เกิดการระบาดทั่วโลก  โดยส่วนใหญ่อาการของโรคมักไม่รุนแรง  หายได้เองภายใน 3 – 5 วัน ยกเว้นกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรงได้
กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรครุนแรง คนที่เป็นโรครุนแรง คือ คนไข้ที่ช็อก (ไม่จำเป็นต้องมีเลือดออก) ซึ่งมีโอกาสเสียชีวิตได้ กลุ่มเสี่ยงได้แก่  เด็กเล็ก คนที่อ้วนมาก คนที่อาเจียนมาก กินอาหารไม่ได้ ซึมหรือ ไม่รู้ตัว มีเลือดออก หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต กลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) สตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ โรคไต เป็นต้น โรคอ้วน และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ
การรักษา การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ คือ ให้ยาลดไข้ คือ พาราเซทตามอล (ธรรมชาติของโรคนี้ ผู้ป่วยรับประทานยาลดไข้แต่ไข้มักไม่ลด จึงมีโอกาสที่ทำให้ได้ยาเกินขนาดซึ่งทำให้เกิดพิษต่อตับได้) ในคนไข้ที่มีอาการอาเจียนบ่อย แพทย์จะให้ยาแก้อาเจียนและน้ำเกลือชนิดกิน และ รับไว้รักษาในโรงพยาบาลหากเห็นว่าคนไข้มีอาการรุนแรง (เช่น ไข้สูงมาก ชัก อาเจียนบ่อยมาก กินอาหารไม่ได้ มีเลือดออกง่าย ซึม หรือตรวจเลือดแล้วพบเกล็ดเลือดต่ำ) หรือกำลังจะเข้าสู่ระยะช็อก โดยการรักษาที่สำคัญจะเป็นการให้น้ำเกลือทาง เส้นเลือด จนกว่าคนไข้จะเข้าสู่ระยะฟื้น การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัส โดยเฉพาะ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรครุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาเป็นรายๆ ไป ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีปอดบวมจำเป็นต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล
สิ่งที่ควรกลับมาพบแพทย์ คอยระวังว่าในระยะช็อก (มักเป็นวันที่ไข้ลง) อาการนำของช็อก ซึ่งอาจจะมีอาการเบื่ออาหารมากขึ้น ไม่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำเลย หรือมีอาการถ่ายปัสสาวะน้อยลง มีอาการปวดท้องอย่างกะทันหัน กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที (คนที่มีเลือดออกมีโอกาสเป็นโรครุนแรง แต่คนที่เป็นโรครุนแรงอาจไม่มีเลือดออกให้เห็นเลย ดังนั้นจึงควรระวังอาการช็อกมากกว่าเลือดออก) หากอาการไม่ทุเลาควรพบแพทย์  เพื่อรับยาต้านไวรัสภายใน 48 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ
การแพร่เชื้อ เกิดจากถูกยุงลายที่มีเชื้อนี้กัด (ยุงที่เป็นพาหะมี 2 ชนิด คือ ยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) เป็นพาหะหลัก และยุงลายสวน (Aedes albopictus) เป็นพาหะรอง) การศึกษาพบว่าคน ที่ติดเชื้อนี้ 1 ใน 4 จะเป็นโรคร้อยละ 6 ของผู้เป็นโรคจะมีอาการรุนแรง และ ร้อยละ 1 ของผู้ที่มีอาการรุนแรงจะเสียชีวิต เชื้ออยู่ในน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย  ติดต่อได้ง่ายโดยจากการสัมผัสละอองฝอยจากการไอ จามของผู้ป่วย
ระยะเวลาที่ติดต่อให้คนอื่น โดยส่วนใหญ่ยุงจะมีเชื้อนี้หลังกัดคนที่เป็นโรค (ระยะไข้) ระยะฟักตัวในยุงประมาณ 8 – 12 วัน  ส่วนน้อยยุงจะได้รับเชื้อนี้โดยถ่ายทอดมาจากแม่ของมัน นอกจากนี้แม้จะถูกยุงที่มีเชื้อกัดก็ไม่จำเป็นที่จะเป็นโรคทุกคน 1 วันก่อนเกิดอาการ 5 วันหลังจากมีอาการ ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้นาน 10 วัน
การป้องกัน 1. ต้องระวังอย่าให้ถูกยุงกัด โดยยุงลายชอบหากินในเวลา กลางวัน ดังนั้นต้องระวังไม่ให้ยุงกัดทั้งกลางวันและกลางคืน
2. ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ ยุงลาย เช่น กระถาง แจกัน โอ่งน้ำ ยางรถยนต์ โดยการทำลายทิ้ง หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำ ทุก 7 วัน หรือใส่ทรายเคมีกำจัดลูกน้ำ หรือเลี้ยงปลากินลูกน้ำตามความเหมาะสม
1. ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการใช้มือ สัมผัสหน้า ตา จมูกและเอามือเข้าปากโดยไม่จำเป็น2.อย่าใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ
3.หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ให้พักที่บ้านเมื่อเวลาป่วย
4.เวลาไอจามให้ใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก หลีกเลี่ยงที่ชุมชนเมื่อมีการระบาด5. ผู้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดการแพร่กระจายของละอองฝอย
วัคซีนป้องกันโรค ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ แต่มีนักวิจัยที่กำลังศึกษาวัคซีนนี้อยู่ ซึ่งกำลังจะประสบความสำเร็จในเร็วๆ นี้ มีวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลและไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้ว แต่เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา ดังนั้นวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จึงมีการเปลี่ยนทุกปีตามเชื้อที่เปลี่ยนไป คนที่เสี่ยงต่อโรคนี้จึงควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพื่อให้ได้ผลดีในการป้องกันโรคมากที่สุด

พ.ญ. ปราณี สิตะโปสะ กุมารแพทย์เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อแพทย์ประจำโรงพยาบาลวิภาวดี