ดูแลสุขภาพด้วยอาหาร

หากต้องการมีอายุ ถึงร้อยปี ให้ทำดังนี้ จะมีอายุอยู่ร้อยปี โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้นั้น ก่อนอื่นต้องมีสุขภาพดีก่อน แล้วสุขภาพดีมาจากไหน? ย่อมมาจาก

พื้นฐาน 4 ประการในชีวิตประจำวัน

  • ประการแรก คือ สภาวะจิตที่สงบสุข
  • ประการที่สอง คือ มีโภชนาการที่สมดุล
  • ประการที่สาม คือ ออกกำลังกายพอเหมาะ
  • ประการที่สี่ คือ นอนหลับให้เพียงพอ

พื้นฐานสุขภาพ 4 ประการ ควรเรียงตามลำดับ สมัยนี้ มีบทความมากมายเขียนถึงเรื่องนี้ แต่ถ้าไม่พูดถึง สภาวะจิตใจเป็นประการแรก ก็ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะแพทย์แผนจีน จัดสภาวะจิตใจเป็นอันดับหนึ่ง ในการบำรุงสุขภาพ กล่าวคือ สภาวะจิต เป็นตัวกำหนดพฤติกรรม และ ผลพวงต่างๆ ย่อมเกิดจากพฤติกรรมของคนนั้นๆ นั่นเอง

มองในแง่สรีระ คนเราอยู่ได้อย่างมีคุณภาพนั้น ต้องอาศัยอวัยวะทั้ง 5 คือ ตับ หัวใจ ม้าม ปอด และไต ยกตัวอย่าง เช่น โรงพยาบาลออกใบมรณะบัตร มักจะระบุ สาเหตุการตายว่า หัวใจวาย ตับวาย ไตวาย เป็นต้น ถ้าผู้ป่วยตายด้วยเส้นเลือดหัวใจอุดตัน แสดงว่า เลือดเข้มข้นสกปรก แต่เลือดฟอกมาจากตับ แสดงว่า ตับหมดสมรรถภาพในการฟอกพิษ หรือ กลั่นกรองเลือดให้บริสุทธิ์ เลือดไหลเวียนไม่คล่องตัว ทำให้อุดตันในเส้นเลือด ผู้ป่วยโรคหัวใจจำนวนมาก ก่อนหัวใจวาย มักจะบันดาลโทสะ ซึ่งเป็นสาเหตุทำลายการทำงานของตับด้วย เพราะฉะนั้น โปรดจำไว้ว่า อย่าโมโหโทโส ซึ่งไม่ช่วยแก้ไขปัญหาใดๆ ได้เลย นอกจากจะทำลายร่างกายของผู้โมโหโทโส นั้นเอง ขอฝากคำขวัญให้ทุกท่านพิจารณา คือ “หัวเราะสามเวลา ห่างไกลโรคและยา หัวเราะสามเวลา หมอต้องผูกคอลา”

ในเรื่องโภชนาการ เราพูดว่า “ดุลยภาพแห่งโภชนาการ” หมายความว่า ดุลยภาพต้องมาก่อน โภชนาการจึงตามหลังมา WHO เตือนเราว่า คนเราเกิดโรคมาจากสาเหตุ

  1. รูปแบบการดำรงชีวิตไม่เหมาะสม
  2. กินอาหารไม่สมดุล หมายรวมถึง ทั้งกินมากเกิน และขาดแคลนอาหารการกิน นั่นคือ ไขมันมากเกิน แต่แร่ธาตุและวิตามินขาดแคลน สรุป คือ ไม่รู้จักกิน ทำให้เกิดโรคนั่นเอง

หากจะถามว่า เรากินอาหารเพื่ออะไร? คำตอบที่ได้ คือ

  1. เพื่อการมีชีวิตอยู่
  2. เพื่อป้องกันโรค
  3. เพื่อรักษาโรค

บรรดาโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เกิดจากการกินทั้งนั้น ในเมื่อกินแล้วทำให้เกิดโรคได้ ก็ต้องกินแล้วรักษาโรคได้เช่นกัน

แพทย์แผนจีนนั้น เป็นมรดกตกทอดมา 5 พันปี เพื่อให้คนรุ่นหลังใช้รักษาโรค 5 ขั้นตอน

  • ขั้นตอน 1 รักษาด้วยอาหาร หมอจะให้สูตรอาหารแก่คนไข้เป็นเวลาหลายเดือน ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้
  • ขั้นตอน 2 กวาดทราย ดูดด้วยสุญญากาศ บีบนวด และดึงดัน ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้
  • ขั้นตอน 3 ฝังเข็ม ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้
  • ขั้นตอน 4 ใช้เหล้าดอง ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้
  • ขั้นตอน 5 ใช้ยา ปัจจุบันหมอจะให้ยาทันที ที่คนไข้มาหา ยาย่อมมีพิษ คุณกินยาทั้งเดือนทั้งปี ไม่มีวันที่โรคจะหายขาด

Socrates บิดาแห่งแพทย์แผนปัจจุบัน เคยกล่าวเตือนว่า “จงกินอาหารให้เป็นยา อย่ากินยาเป็นอาหาร” จีนโบราณก็มีคำกล่าวว่า “ใช้อาหารรักษาโรคดีกว่ายา” แต่ทุกวันนี้ มันกลับกันหมด เรากินอาหารวันละ 3 มื้อ กินเพื่ออวัยวะชิ้นไหนกันแน่?

เราอยู่ได้ เพราะอาศัยพลังงานจากอวัยวะทั้ง 5 พลังงานของอวัยวะ ได้มาจากการกิน แต่ทุกวันนี้ เรากินตามใจและปาก ชอบอะไรก็กินมันทุกวัน

อวัยวะทั้ง 5 ก็เหมือนกับคน มีรสนิยมแตกต่างกัน ท่านต้องการอะไร หากต้องการให้

  • ตับดีชอบ ให้กินสีเขียว
  • หัวใจดีชอบ ให้กินสีแดง
  • ม้ามดีชอบ ให้กินสีเหลือง
  • ปอดดีชอบ ให้กินสีขาว
  • ไตดีชอบ ให้กินสีดำ

คำว่าดุลยภาพ หมายถึง กินหลากหลายชนิด แพทย์แผนจีนใช้วิธีมอง ฟัง ดม ถาม แมะ ก็สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ ในที่นี้ก็รวมทั้ง

Image.aspx

การมองดูสี ทั้ง 5 บนใบหน้านั่นเอง ตัวอย่างเช่น

  • ตับมีปัญหา สีหน้าจะออกเขียว
  • หัวใจมีปัญหา สีหน้าจะออกแดง
  • ม้ามมีปัญหา สีหน้าจะออกเหลือง
  • คนไข้หอบหืด สีหน้าจะออกขาว
  • คนไข้ไตเสื่อม สีหน้าจะออกดำ

ดังที่กล่าวแล้ว ถั่วเขียว เหมาะสำหรับบำรุงตับ เพื่อให้ตับขับพิษออกจากร่างกาย แต่ก็ต้องกินให้ถูกวิธี คนทั่วไปมักจะต้มถั่วเขียวจนเละซึ่งไม่ถูกต้อง วิธีที่ต้มถั่วเขียวที่ได้ประโยชน์ ที่ถูกคือ ต้มให้น้ำเดือดประมาณ 5-6 นาทีก่อนที่ถั่วจะแตกเม็ด รินเอาน้ำออก ซึ่งจะได้น้ำถั่วเขียว ที่มีสีเข้มข้นที่สุด ดื่มแล้ว มีสรรพคุณขับพิษสูงสุด จากนั้นเอาถั่วเติมน้ำ ต้มต่อจนเละ กินเป็นอาหาร

  • ตับชอบสีเขียว ให้กินถั่วเขียว
  • หัวใจชอบสีแดง ให้กินถั่วแดง
  • ม้ามชอบสีเหลือง ให้กินถั่วเหลือง
  • ปอดชอบสีขาว ให้กินถั่วขาว
  • ไตชอบสีดำ ให้กินถั่วดำ

ทำไมถึงให้กินแต่ถั่ว? เพราะตำรายาจีนมีคำว่า “คนเรากินถั่วทั้ง 5 จะสมบูรณ์พูนสุข” โภชนาการแผนจีน ก็เน้นว่า “กินไม่พ้นถั่ว” ขอยกตัวอย่าง ในชนบทเขาใช้ถั่วดำเลี้ยงปศุสัตว์ ทำให้ไตแข็งแรง มีกำลังวังชา สามารถทำงานหนักเตะปี๊บดัง ดังนั้น ทั้งสุภาพบุรุษ และ สุภาพสตรี ควรบริโภคถั่วตลอดชีวิต เพราะเป็นประโยชน์ต่ออวัยวะทั้ง 5 คือ ตับ หัวใจ ม้าม ปอด และไต คือ ควรกินทั้ง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่วขาว และ ถั่วดำนั่นเอง

ในตำรายาจึน ได้พูดถึง รสชาด ไว้ดังนี้

  • เปรี้ยวบำรุง ตับ (หากกินมาก ตับพัง)
  • ขมบำรุง หัวใจ (หากกินมาก หัวใจพัง)
  • หวานบำรุง ม้าม (หากกินมาก ม้ามพัง)
  • เผ็ดบำรุง ปอด (หากกินมาก ปอดพัง)
  • เค็มบำรุง ไต (หากกินมาก ไตพัง)

หมายความว่า ต้องกินให้ครบทุกรสชาติอย่างละนิด ให้เกิดสมดุล เช่น รสเปรี้ยวบำรุงตับ กินมากตับพัง จีนเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยโรคตับมาก ในจีนเอง ต้องยกให้มณฑลซันซี ครองแชมป์โรคตับ เพราะคนที่นั่นชอบกินน้ำส้มสายชู รสเผ็ดบำรุงปอด กินมากปอดพังเช่นกัน สถิติกระทรวงสาธารณสุขจีนปีที่แล้ว ระบุว่า ชาวเสฉวนและชาวหูหนัน ที่อพยพจากจีนใต้ไปอยู่ภาคเหนือ นำเอานิสัยชอบกินพริกติดตัวไปด้วย นานวันเข้า เป็นโรคมะเร็งในปอดตามๆ กัน ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ภาคใต้อากาศชื้น กินเผ็ดป้องกันความชื้นได้ แต่ภาคเหนืออากาศแห้ง กินเผ็ดมากจะทำลายปอด พึงจำไว้ว่า ใครอยู่ถิ่นไหน ให้กินของถิ่นนั้น ไม่ใช่ว่ากินของได้ทั่วทุกถิ่น

กินอาหารอย่างไรจึงจะเหมาะ? ง่ายนิดเดียว มีหลักการจำดังนี้ “สีสัน หยาบ-ละเอียด ดิบ-สุก คาว-เจ” หมายความว่า กินอาหารต้องคละกัน หลากสี และ รสชาติ หยาบแข็ง ควบคู่กับ ละเอียดนิ่ม สุกควบคู่กับดิบ คาวควบคู่กับเจ ขอแนะนำว่า แต่นี้ไป ให้กินผักดิบผลไม้สดแต่ละมื้อ ถ้าเปลือกกินได้ ก็กินทั้งเปลือกจะยิ่งดี เพราะแพทย์แผนจีนถือว่า กินของดิบลดอาการร้อนใน แพทย์แผนปัจจุบันก็ถือว่า ผักผลไม้สดดิบให้วิตามินดีกว่า

สุดท้ายจะพูดถึง ยาบำรุง เราไม่ต้องเสียเงินมากมายซื้อยามาบำรุงร่างกาย ผักและผลไม้มีวิตามินสูง ถ้ากินให้ถูกวิธี ก็สามารถดูดซึมวิตามินเพียงพอต่อร่างกาย สิ่งที่ต้องการคือ แคลเซียม ผู้หญิงควรกินแคลเซียมวันละ 3000 มก. ขึ้นไป ผู้ชายควรกินวันละ 4000 มก. ขึ้นไป พร้อมกับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ คนทั่วไปมักเข้าใจผิด คิดว่าแคลเซียม ใช้สำหรับรักษาโรคไขข้ออักเสบ ที่จริงแล้ว แคลเซียมช่วยกระตุ้นให้โลหิตไหลเวียน นอกจากนั้น ยังป้องกันเส้นโลหิตแข็งตัว ดังนั้น ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ควรกินแคลเซียมให้เพียงพอ เพื่อให้เส้นโลหิตอ่อนตัว ความดันก็จะลดตาม ยาลดความดันก็ไม่ต้องกินมาก

ขอฝากคำขวัญให้ทุกท่าน “อยากให้ร่างกายดี กินอาหารให้ถูกวิธี อยากให้สุขภาพเยี่ยม อย่าลืมกินแคลเซียม” อย่าลืม อาหารต้องมาก่อนยา เป็นโรคอย่าพึ่งแต่ยา พึงใช้ยาในยามวิกฤติเท่านั้น

ขอส่งท้ายด้วย 4 ประโยคดังนี้ “หมอที่ดีที่สุดคือตัวเรา โรงพยาบาลที่ดีที่สุด คือ ห้องครัว ยาที่ดีที่สุด คือ อาหารที่มีคุณค่า การรักษาที่ดีที่สุด คือเวลา” หมายความว่า ตัวคุณเองต้องรู้จักรักษาตัวเอง ห้องครัวในบ้านคุณ เป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุดของคุณ ยากับอาหาร มีความหมายเดียวกัน กินอาหารให้ถูกต้อง ก็คือ กินยาที่ดีที่สุดนั่นเอง การรักษาต้องต่อเนื่อง ไม่ใช่ทดลองแล้วก็หยุด หรือ เปรียบเสมือนใช้อวนจับปลา 3 วัน แล้วก็ตากอวนหยุดจับปลา 2 วัน ต้องใช้เวลาเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดี