A-F Advance เพิ่มเวลาว่าง เพิ่มสุขภาพ

เสียงบ่นจากคนทำงาน ในยุคนี้มักจะมีคำพูดติดปากว่า “ทำงานจนไม่มีเวลา” อยู่เสมอ หากฟังเผินๆ แล้วประโยคนี้อาจฟังดูดี เพราะหลายคนมักจะเข้าใจว่า คนที่ทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อน แปลว่า เขาเป็นผู้อุทิศตนให้การทำงานเป็นอย่างมาก

แต่ถ้าลองพิจารณาดูดีๆ การนำเรื่องงานมาเป็นทั้งหมดของชีวิต จนแทบจะไม่มีเวลาสำหรับดูและสุขภาพ ครอบครัว คนรัก ซึ่งก็ถือเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตเช่นเดียวกัน นี่คือรูปแบบ การทำงานที่ดีแล้วจริงๆ หรือ ความจริงแล้วคนเราจำเป็นต้องทำงานหนักขนาดนั้นเลยหรือไม่ และมีวิธีไหนที่จะช่วยเพิ่มความสมดุลของชีวิตทั้ง “ในเวลา (งาน)” และ “นอกเวลา (งาน)” ได้บ้าง

พฤติกรรมเหล่านี้ ใช่คุณหรือเปล่า เจน บูเซอร์ (Jane Boucher) นักพูดชื่อดังแห่งสหรัฐอเมริกา เขียนไว้ในหนังสือ How to Love the Job You Hate ของเธอว่า “ชีวิตของคนทำงานยุคนี้ จะเปลี่ยนงาน 4-5 แห่งโดยเฉลี่ย และเกิดความเครียดง่ายกว่าคนสมัยก่อน ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เหตุผลที่ทำให้พนักงานไม่พึงพอใจงานของตัวเอง เป็นเพราะพวกเขาทำงานภายใต้การบริหารเวลาที่ไม่ดี” โดยเฉพาะพฤติกรรมการทำงานในกลุ่ม A B C D E และ F ต่อไปนี้ มาดูกันค่ะว่าใน 6 ตัวอักษรนี้ มีพวกเรารวมอยู่ด้วยหรือไม่

5Pu04uN9Y641W

A งานยุ่งตลอดเวลา

โดยมากแล้วอาการแบบนี้มักจะมาพร้อมกับตำแหน่งที่สูงขึ้น เช่น ผู้บริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน แต่ก็อาจเกิดขึ้นกับคนทำงานในระดับพนักงานทั่วไปได้เช่นกัน คนในกลุ่ม A มักจะรู้สึกว่าตัวเองมีงานคั้งค้างในมือ อยู่ตลอดเวลาจนทุกอย่างพันกันวุ่นวายไปหมด เพราะงานเก่าก็ยังทำไม่เสร็จเสียที แถมยังมีงานใหม่เข้ามาแทรกเป็นระยะๆ จนไม่รู้ว่า จะเริ่มต้นลงมือทำอะไรก่อนดีมารู้ตัวอีกที บนโต๊ะก็แต่เอกสารกองโตชนิดที่ว่าแค่มองเห็นก็เหนื่อยแล้ว คนกลุ่มนี้จึงมักจะเครียดและหงุดหงิดง่าย เพราะคิดว่าชีวิตตัวเองมีแต่ภาระเต็มไปหมด จนคิดไม่ออกว่าจะจัดการอย่างไรให้งานทุกอย่างเสร็จทันเวลา

Try it! หาสิ่งที่ “ต้องทำ” ให้เจอ

ลองเขียนตารางการทำงานของคุณเพื่อให้มองเห็น “หน้าที่หลัก” ได้ชัดเจนขึ้น โดยแบ่งตารางออกเป็น 3 ส่วน คือ งานเร่งด่วน งานที่รอได้ และงานง่ายๆ ที่ใช้เวลาน้อย พรอ้มทั้งระบุระยะเวลาโดยประมาณที่ใช้ในการทำงานแต่ละชิ้น ลงไปด้วย เช่น เขียนรายงาน ( 3 ชั่วโมง) ประชุม ( 1 ชั่วโมง)

B ทำงานจนดึกดื่น

ความจริงแล้วคงไม่ผิดอะไร หากเราอยากจะตื่นเช้ามาทำงานและกลับดึกๆ เพื่อหนีรถติด หรืออยากจะทำงาน ล่วงเวลา (ด้วยความเต็มใจ) เพราะรู้สึกว่าวันนี้ตัวเองขยันกว่าปกติ แต่ถ้าเหตุผลที่ทำให้คุณต้องมีกิจวัตรแบบนี้ไม่ใช่เหตุผลที่ดีสักเท่าไหร่ เช่น วิตกกังวลกับงานมากไปจน ทำให้ไม่ได้หลับไม่ได้นอน หรือเป็นคนประเภท Workaholic (เสพติดการทำงาน) ที่อยากทำทุกอย่างให้เสร็จสมบูรณ์ ภายในวันเดียว จนถึงขั้นยอมสละเวลาพักผ่อนมาทำงานแทน ลักษณะแบบนี้ คือนิสัยของคนกลุ่ม B ซึ่งมักจะเป็นบุคคลอันเป็นที่รักของหัวหน้า เนื่องจากพวกเขามี ความมุ่งมันในการทำงานสูง แต่มีข้อเสียคือ ไม่ค่อยดูแลตัวเองและพักผ่อนน้อย เพราะเป็นห่วงเรื่องงานมากเกินไป ทำให้สุขภาพไม่ค่อยดี และอาจเกิดความเครียดสะสมได้

Try it! ค้นหาเป้าหมายที่แท้จริง

การทำงานที่ดีคือการทำงานที่เน้นคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ ดังนั้นแทนที่จะทำงานไปเรื่อยๆ อย่างไรทิศทาง คุณควรค้นหาเป้าหมายของงานและเป้าหมายขององค์กรให้เจอก่อน เพื่อกำจัดเวลาที่ต้องเสียไปกับการทำงาน บางอย่างที่ได้ผลตอแทนน้อย แถมยังทำให้คุณเหนื่อยฟรีๆ

C หอบงานกลับบ้านไม่เว้นวันหยุด

ในหนึ่งสัปดาห์ทุกคนต่างต้องมีวันหยุดเพื่อชาร์จแบตให้ตัวเอง แต่สำหรับคนกลุ่มนี้ พวกเขาจะถือว่าทุกๆ วัน คือวันหยุด โดยมีผลวิจัยจากรีจัส (Regus) ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำด้านการจัดตั้งสำนักงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้สำรวจพบว่า พนักงานไทยเกินครึ่งไม่ยอมหยุดพักผ่อนอย่างเต็มที่ในช่วงวันหยุด แต่กลับใช้เวลาราวๆ สามชั่วโมงในวันหยุด เพื่อทำงานแทนการพักผ่อนหรือใช้เวลากับครอบครัวอย่างเต็มที่ คนกลุ่มนี้จึงมักมีอาการอ่อนเพลียอยู่ตลอด เป็นเพราะต้องใช้สมองโดยแทบจะไม่ได้หยุดพัก และยังต้องระวังปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้างอีกด้วย

Try it! ปล่อยวางเสียบ้าง

ในเมื่อวันนี้เป็นวันพักผ่อน คุณก็ควรจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ โดยตัดเรื่องงานออกไปจากชีวิตและลองเติมกิจกรรมสนุกๆ ที่นอกเหนือจากงานลงไป ในปฏิทินอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เพื่อเป็นการให้เวลากับตัวเอง คนที่คุณรัก และคนที่รักคุณบ้างค่ะ

D ถูกขัดจังหวะจนงานไม่เสร็จ

คนกลุ่มนี้อาจมาถึงที่ทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ แต่กว่าจะได้เริ่มทำงานจริงๆ เวลาก็ผ่านเลยไปกว่าครึ่งค่อนวันแล้ว เพราะพวกเขาอาจหมดเวลาไปกับการทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานของตัวเอง เช่นเพื่อนชวนเมาท์ แอบเข้าเฟซบุ๊ก ลูกน้องอยากขอคำปรึกษา หรือลูกค้าชวนคุยโทรศัพท์นอกเรื่อง สิ่งเหล่านี้ทำให้เวลาในการทำงาค่อยๆ ลดลงไป เพราะการถูกสิ่งอื่นๆ มารบกวนการทำงานเท่ากับว่าเป็นการดึง สมาธิที่เรากำลังมีต่องานใดงานหนึ่งไปด้วย จนหลายๆ คนอาจต้องปวดหัวในภายหลังโดยเฉพาะกับคนในระดับ หัวหน้าที่ต้องมีเวลาดูและลูกน้องและต้องจัดการงานของตัวเองให้เสร็จไปพร้อมๆ กัน

Try it! กำหนดเวลาสำหรับ “การรบกวน”

หากคุณมักจะถูกรบกวนบ่อยๆ จนทำงานไม่ทัน ลองจัดสรเวลาส่วนหนึ่งของแต่ละวันไว้เป็นช่วงเวลาสำหรับทำกิจกรรมจิปาถะเหล่านั้น เช่น กำหนดว่า 10.00-10.30 น. เป็นเวลาเซ็กและตอบกลับอีเมล หรือคุณอาจเขียนโน้ตสั้นๆ เอาไว้ว่าตัวเองทำงานไปถึงไหน หลังจากออกไป ทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เข้ามาขัดจังหวะ เสร็จแล้วคุณจะได้กลับมาทำงานของตัวเองต่อไปได้อย่างไม่สะดุด

E เป็นโรค “เลื่อน”

ผัดวันประกันพรุ่ง เลื่อนเวลาออกไปเรื่อยๆ รอให้ใกล้วันส่งแล้วค่อยทำ เป็นอาการของคนทำงานในกลุ่มนี้ สาเหตุของโรคเลื่อนนั้นอาจเป็นเพราะความรู้สึกต่อต้านงานที่ตัวเองกำลังทำอยู่ เช่น รู้สึกว่างานชิ้นนี้ยากเกินไปจนเริ่มต้นทำไม่ถูก หรือว่างานชิ้นนี้อาจไม่ใช่งานที่ตัวเองถนัดจึงไม่อยากทำ แต่บางคนก็อาจคิดว่าการทำงานในช่วงใกล้วันกำหนดส่งทำให้รู้สึกว่ามีแรงกระตุ้นมากกว่าปกติ บางครั้งคุณภาพผลงานของคนกลุ่มนี้จึงอาจลดลง เพราะต้องเร่งทำงานให้เสร็จในวันท้ายๆ จึงไม่มีเวลาตรวจสอบความเรียบร้อยของงานมากนัก

Try it! เคลีย์งานที่ละกลุ่ม

ลองจับกลุ่มงานประเภทเดียวกันไว้ด้วยกัน เช่น กลุ่มงานเอกสาร กลุ่มงานติดต่อลูกค้า กลุ่มงานบัญชี แล้วหยิบงานที่ไม่ต้องใช้ความคิดขึ้นมาทำเพื่อฆ่าเวลาไปก่อน จากนั้นค่อยทำงานยากๆ แต่ถ้างานยากไปจนเริ่มต้นไม่ถูก คุณควรปรึกษาหัวหน้างานแทนการปล่อยเวลาให้หมดไปกับการนั่งกังวลใจ

F งานเสร็จ แต่ต้องแก้ไม่จบสิ้น

คนทำงานในกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มคน ที่มีความรับผิดชอบเป็นอย่างดีและส่งงานตามกำหนดเสมอ แต่กลับต้องรู้สึกเหมือนตัวเองถูกลั่นแกล้ง เพราะงานส่วนใหญ่ที่ส่งไปมักจะโดนตีกลับมา ให้แก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนบางครั้งคนกลุ่มนี้ ก็อดที่จะรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ เนื่องจากงานที่คิดว่าทำเสร็จแล้ว กับไม่เสร็จจริงตามความคาดหมาย เมื่อเจอกับเหตุการณ์นี้บ่อยๆ ก็อาจทำให้เราเกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อการทำงาน และเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้ หรือขาดพลังในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ เพราะกลัวว่าจะทำได้ไม่ดี ไม่ถูกใจหัวหน้าจนรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนงาน ไปทำอย่างอื่นแทน

Try it! เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์

บางทีสาเหตุที่ทำให้งานถูกแก้ไขบ่อยๆ อาจเป็นเพราะคุณยังขาดความรู้ความเข้าใจในงานนั้น หรือยังไม่มี ประสบการณ์มากพอ คุณจึงควรปรึกษารุนพี่หรือหัวหน้างาน เพื่อขอคำแนะนำอย่างตรงจุด หรืออาจทำการบ้านมาก่อนด้วย การศึกษาข้อมูลจากตัวอย่างเอกสารที่เคยมีคนทำเอาไว้ และหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณ จากหนังสือ ก็จะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น

ไม่ว่าคุณจะเป็นบุคคลในกลุ่มไหน ขอแต่ทุกคนจัดการเวลาและจัดการตัวเอง (ด้วยการไม่อู้งาน ในระหว่างวัน) ให้เหมาะสม เพียงเท่านี้ชีวิตคุณก็จะมีเวลาสนุกเพิ่มขึ้นอีกเยอะค่ะ

ที่มา : นิตยสารชีวจิต คอลัมน์ ชีวจิต+ วันที่ 1/11/55