10 คำแนะนำและ 10 ข้อควรระวังในการฝึกโยคะ

การฝึกโยคะ เป็นสิ่งส่งเสริมในการดูแลสุขภาพที่ดี การเลือกรักษาสุขภาพไม่ว่าจะเป็นยาสมัยใหม่หรือการนำโยคะไปใช้ร่วมกับการรักษาอื่นๆ ได้อย่างปลอดภัย การฝึกโยคะ เป็นการส่งเสริมการรักษาโรคด้วยตนเอง ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีพลัง และทำให้จิตใจปลอดโปร่ง การฝึกโยคะสามารถทำให้กระบวนการรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพสูงขึ้นและสามารถลดผลกระทบอันเกิดจากความเครียดได้อีกด้วย 

อย่างไรก็ตาม ขอให้คุณปรึกษากับผู้ฝึกเพื่อการรักษาสุขภาพก่อนเสมอ ก่อนการเริ่มฝึกโยคะเป็นครั้งแรก และปรึกษากับครูผู้ฝึกสอนโยคะ เพื่อขอคำแนะนำท่าฝึกโยคะเป็นการเฉพาะสำหรับภาวะของคุณ ทั้งนี้เพราะว่ามิใช่ว่าท่าฝึกโยคะทุกท่าจะเหมาะสมสำหรับทุกคน

10 คำแนะนำในการฝึกโยคะ (Yoga)
1. ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสม เช่น เสื้อยืด กางเกงยืด
2. ควรงดรับประทานอาหารก่อนการฝึกปฏิบัติ ดังนี้
– อาหารมื้อหนัก เช่น อาหารตามมื้ออาหาร อย่างน้อย 3 ชั่วโมง
– อาหารมื้อเบา เช่น อาหารว่าง (ขนมปัง, แซนด์วิชฯลฯ) อย่างน้อย 1 ชั่วโมง 30 นาที
– เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่ร่างกาย เนื่องจากหากท้องอิ่มอาจทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัวในขณะฝึกปฏิบัติได้
3. ควรทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย หรือกรณีที่ปวดปัสสาวะ อุจาระในระหว่างทำ ควรไปถ่ายเสียก่อนไม่ควรฝืนฝึกฝนเป็นอันขาด
4. ถอดเครื่องประดับเช่นแหวน สร้อยข้อมือ นาฬิกา กรณีผมยาวควรรวบผมให้เรียบร้อย กิ้ป หรือที่รัดผมควรอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฝึก
5. สำรวมจิตใจอยู่กับท่าทางการฝึกผสานกับการทำสมาธิ สติตั้งมั่น ละทิ้งทุกเรื่องทุกสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับโยคะ
6. อย่าหายใจทางปากระหว่างการปฏิบัติ ควรหายใจเข้าและออกทางรูจมูกเท่านั้น
7. พยายามหายใจเข้า –ออกให้ถูกต้องและช้า ๆ เป็นจังหวะให้สอดคล้องกับท่าทาง
8. หากรู้สึกเจ็บปวดร่างกายในขณะฝึกควรผ่อนคลายสัก 1-2 นาที ไม่ควรฝืนร่างกายหรือหักโหมเกินไป
9. ควรฝึกปฏิบัติสม่ำเสมออย่างตั้งใจ เพื่อสุขภาพกายและจิตที่ดีอย่างต่อเนื่อง
10. หลังจากฝึกปฏิบัติเสร็จทุกครั้งจงพักในท่าศพอย่างน้อย 10 นาที เพื่อเป็นการเก็บพลังงานจิตที่ได้จากการฝึกโยคะ ดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้ 1 แก้ว หลังการฝึกทุกครั้ง

bangkokyoga18-670

10 ข้อควรระวังในการฝึกโยคะ (Yoga)
1. ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ คนที่ตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฝึก จริงอยู่ที่โยคะถูกนำมาใช้ควบคู่กับบำบัดโรคหลายๆ อย่าง แต่ในท่าแต่ละท่าก็มีบางจุดที่อาจเป็นอันตรายกับโรคบางโรคได้ เช่น คนที่มีความดันโลหิตสูงและต่ำไม่ควรทำท่าก้มศีรษะ คนที่มีปัญหาที่คอจะไม่สามารถแหงนและบิดคอมากๆ ได้ ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ควรให้แพทย์ยืนยันก่อนว่าสามารถฝึกได้ และควรฝึกโดยมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด ปัญหาสุขภาพที่ควรปรึกษาก่อนการฝึกโยคะ (Yoga) ก็คือ
• ความดันโลหิตสูง
• มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ
• มีอาการวิงเวียน
• เป็นมะเร็ง เนื้องอก
• เป็นโรคเบาหวาน
• เป็นโรคเอดส์
• เป็นโรคแข็งตัวหลายอย่าง
• เยื่อเมือกเป็นแผล
• เป็นโรคเนื้อเยื่อโผล่
• หูหรือตามีปัญหา
• มีการเจ็บป่วยมานาน
• เพิ่มผ่าตัดมาใหม่ๆ

2. ควรฝึกในห้องโล่ง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์เกะกะ และไม่มีเสียงรบกวน เลือกสถานที่ๆ ทำให้จิตใจเราสงบผ่อนคลายที่สุด หลีกเลี่ยงที่ๆ มีเสียงดังเพราะจะรบกวนสมาธิ ส่วนอุปกรณ์ในการฝึกนั้นไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่ม นอกจากพวกเสื่อโยคะต่างๆ ซึ่งที่จริงแล้วถ้ามีพรมหรือเสื่อก็ใช้แทนได้

3. ไม่ควรฝึกหลังอาหารทันที ก่อนฝึกควรเว้นช่วงอย่างน้อย 1-3 ชั่วโมง เพื่อหลีกเลี่ยงอาการจุก และถ้าเป็นไปได้ควรขับถ่ายก่อน นอกจากนั้นควรเลือกเสื้อผ้าสวมใส่สบายพอดีตัว ไม่หลวมหรือคับจนเกินไป ควรหลีกเลี่ยงการใส่ชุดออกกำลังกายที่รัดรูป เพราะจะทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี และหลังจากฝึก ควรเว้นช่วงอย่างน้อย 1 ชั่วโมง จึงจะทานอาหารหนักได้

4. ระลึกไว้เสมอว่า หัวใจสำคัญของโยคะคือการผ่อนคลาย แม้หลายๆ คนอาจฝึกโยคะเพื่อต้องการมีรูปร่างสมส่วน หรือฝึกเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วย แต่ก็อย่ามุ่งหวังที่ผลเหล่านั้นมากจนเกินไป ระหว่างฝึกควรปล่อยจิตใจให้สบาย เป็นสมาธิ ให้ร่างกายรู้สึกว่าผ่อนคลายที่สุด เมื่อเป็นดังนั้นได้แล้ว ผลที่ตามมาก็จะดีเอง

5. ทำความเข้าใจในแต่ละท่าที่จะฝึกให้ดีก่อนนำมาปฏิบัติ ควรศึกษาข้อแนะนำ คำเตือนให้ดีก่อนว่าแต่ละท่าควรปฏิบัติอย่างไร หายใจอย่างไร และให้ความสำคัญกับคำเตือนในแต่ละท่า ไม่อย่างนั้นอาจเกิดอาการบาดเจ็บได้

6. ผู้ฝึกใหม่ ตอนแรกไม่ต้องกังวลกับการหายใจ ให้ฝึกท่าก่อน การหายใจแบบโยคะจะไม่เหมือนการหายใจแบบปกติ คนฝึกใหม่หลายๆ คนอาจไม่ชินและเป็นกังวลมากไประหว่างฝึกจนบางทีก็ทำท่าผิดพลาด ขอแนะนำให้ทำใจให้สบาย หายใจปกติไปก่อน ถ้ายังทำแบบโยคะไม่ได้ ฝึกท่าแต่ละท่าให้เชี่ยวชาญเสียก่อนแล้วค่อยมาดูเรื่องการหายใจ และแนะนำว่า การหายใจ ควรหายใจเข้าออกทางจมูก ไม่ต้องอ้าปากสูดหายใจ ถ้าคุณรู้สึกว่าต้องหายใจทางปากเพราะรู้สึกหายใจไม่ทัน แสดงว่าคุณฝืนมากเกินไปแล้ว ให้ค่อยๆ คลายจากท่าที่กำลังฝึกแล้วมาอยู่ในท่าพัก

7. เริ่มจากท่าง่ายไปท่ายาก อย่าก้าวกระโดด บางคนอาจใจร้อนอยากทำท่ายากให้ได้เร็วๆ แต่ถ้าร่างกายยังไม่พร้อมและเราไม่ได้ศึกษามาดีพอ ก็อาจเกิดอาการบาดเจ็บได้

8. อย่าเกร็ง อย่ารีบร้อน หัวใจสำคัญในการฝึกโยคะคือการทำให้ร่างกายผ่อนคลายที่สุด ท่าแต่ละท่าที่ฝึกผู้ฝึกควรจะสามารถทำได้อย่างสบายๆ เมื่อไหร่ที่ปฏิบัติโยคะแล้วรู้สึกอึดอัด เจ็บปวด ให้ค่อยๆ คลายตัวมาอยู่ในท่าพัก ส่วนท่าไหนรู้สึกว่าต้องฝืน ไม่อย่างนั้นจะทำไม่ได้ก็ไม่ควรฝึก หรือหากอยากฝึกควรให้ครูฝึกแนะนำว่าจะปฏิบัติได้อย่างไรและที่สำคัญ แต่ละท่าควรปฏิบัติอย่างช้าๆ อย่ากระตุก รีบเร่ง อาจเกิดอาการบาดเจ็บได้

9. “ห้าม” ฝืนร่างกายตัวเอง ในท่าบางท่าคุณอาจจะไม่สามารถทำได้อย่างที่ครูฝึกทำ เช่น ท่าที่ต้องก้มตัวเอามือแตะพื้น แตะปลายเท้า ก็ไม่ควรฝืนให้ตัวเองแตะให้ได้ สิ่งที่คุณควรจะทำคือ ทำให้มากสุดเท่าที่เราสามารถทำได้ โดยที่ร่างกายยังรู้สึกผ่อนคลายอยู่

10. อย่ามองถึงผลที่อยากได้ แต่มองที่ความคืบหน้า การฝึกโยคะนั้นถ้าปฏิบัติอย่างถูกวิธี ยืนยันได้ว่าต้องได้ผลดีกับร่างกายอย่างแน่นอน เพียงแต่ผลที่ได้อาจช้าไม่ตรงกับเป้าหมายที่หวังไว้ ใครที่กำลังรู้สึกอย่างนี้อยากให้ปรับมุมมองเสียใหม่ และดูความแตกต่างระหว่างก่อนฝึกจนถึงปัจจุบัน เชื่อได้เลยว่าคุณจะต้องเห็นความแตกต่าง

ที่มา : yesspathailand