ไม่มีอะไรเกิดขึ้นลอยๆ

คำสอนเรื่อง “ปัจจยาการ” ทำให้เรามองกว้าง มองลึก เข้าใจความจริงครบถ้วยสมบูรณ์ ในบางโอกาส พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า “หลักแห่งเหตุผล” โดยแสดงครบชุดในหลักอริยสัจ 4 คือ

  • ทุกข์ และ นิโรธ เป็น ผล
  • สมุทัย และ มรรค เป็น เหตุ

ทรงชี้ว่า ความทุกข์ (ปัญหาของชีวิตทุกรูปแบบ ) ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ มันมีเหตุเป็นแดนเกิดและเหตุที่ทำให้ทุกข์เกิดนั้นก็คือตัณหา (ความทะยานอยาก) ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น ในสิ่งที่ยังไม่ได้ ยังไม่มี ยังไม่เป็น ไม่ว่าจะอยากให้สิ่งที่น่าปรารถนาที่ได้แล้ว มีแล้ว เป็นแล้ว คงอยู่ตลอดไป หรือไม่ว่าอยากสลัดทิ้งสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป สรุปว่า ความอยากของคนนี้แหละเป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์

ทรงชี้ต่อไปว่า การหลุดพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิงนั้น มีได้ และมิใช่ว่าอยู่ๆ ทุกข์จะหมดไป ต้องมีสาเหตุที่ทำให้หมด สาเหตุแห่งการดับทุกข์นั้นก็คือ การปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 (คือ ความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การกระทำชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจมั่นชอบ)

หลักเหตุผลนี้ พระอัสสชิเถระได้สรุปลงด้วยโศลกสั้นๆ ว่า
เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา   เตส◦ เหตุ◦ ตถาคโต (อาห)
เตสญฺจ โย นิโรโธ จ    เอว◦วาที มหาสมโณ

สิ่งทั้งหลายเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าตรัสเหตุแห่งสิ่งเหล่านั้น

และการดับเหตุแห่งสิ่งเหล่านั้น พระมหาสมณะตรัสสอนอย่างนี้

พระอัสสชิเป็นน้องสุดท้องของปัญจวัคคีย์ ถูกส่งออกไปประกาศพระพุทธศาสนาร่วมกับพระอรหันต์ 60 รูป หลังจากได้ไปทำงานเผยแผ่พระพุธศาสนาชั่วระยะเวลาหนึ่ง ได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมายังเมืองราชคฤห์ และประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน จึงเดินทางมาเพื่อเผ้าพระพุทธเจ้า

Love-and-compassion-2

เช้าวันหนึ่ง พระอัสสชิชิออกบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ เด็กหนุ่มชื่ออุปติสสะ ศิษย์ของเจ้าลัทธิชื่อสัญชัย เวลัฎฐบุตร พบเข้า รู้สึกประทับใจในบุคลิกอันงามสง่าและสำรวมของท่านจึงเข้าไปสนทนาด้วย อุปติสสะขอให้พระอัสสชิแสดงธรรมให้ฟัง พระอัสสชิออกตัวว่า ตัวท่านเพิ่งจะบวชไม่นานไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิสดาร จึงกล่าวโศลกสั้นๆ ดังข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นหลักปัจจยาการ (อิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบาท) ไมว่าจะเป็นหลักไตรลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นหลักอริยสัจ 4 ล้วนเน้นประเด็นตรงกัน

  1. สรรพสิ่งมิได้เกิดขึ้นลอยๆ มีเหตุมีปัจจัยทำให้เกิด
  2. ปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมิได้มาจาก “เหตุ” เพียงเหตุเดียวหากมาจาก “ปัจจัย” หลายๆ อย่างรวมกันเข้า
  3. เมื่อรู้ว่าสรรพสิ่งจะเกิด หรือดับ เพราะเหตุและปัจจัยหลายอย่าง เมื่อต้องการความเจริญก้าวหน้าในทางใด จึงควรสร้างเหตุและปัจจัยที่จะทำให้ก่อเกิดผลในทางนั้น
  4. ไม่ควรนั่งรอ นอนรอโชคชะตา หรือการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยมิได้ลงมือสร้างสรรค์ด้วยความพากเพียรพยายามของตน

ชาวพุทธที่เชื่อมั่นในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าจะเชื้อในกฎแห่งการกระทำ (กรรม) มากว่าจะนอนรอโชคชะตาหรือความหวังลมๆ แล้งๆ เพราะเชื่อว่า คนเราจะเจริญหรือเสื่อม ขึ้นอยู่กับการกระทำของเขาเอง ดังนิทานชาดกเรื่องต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง

พระราชาของสองแว่นแคว้นทำสงครามแย่งชิงอาณาจักรกัน การสู้รบดำเนินไปเป็นเวลนาน ไม่มีใครแพ้ไม่ใครชนะ จนต้องพักรบ แล้วก็เริ่มรบกันใหม่ เป็นระยะๆ ฤาษีตนหนึ่ง ได้ฌานเหาะเหินเดินอากาศได้ วันหนึ่งเหาะไปพบท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) จึงถามพระอินทร์ว่าพระราชาทั้งสององค์ที่กำลังสู้รบกันอยู่นั้น ใครจะชนะ พระอินทร์บอกว่า พระราชา ก. จะชนะ

ฤษษีจึงนำความมาเล่าให้ศิษย์คนหนึ่งฟัง ต่อมาคำทำนายนั้นได้ล่วงรู้ไปถึงพระกรรณของพระราชาทั้งสอง พระราชาองค์ที่ได้รับคำทำนายว่าจะชนะ ก็ประมาท นึกว่าตนจะชนะอยู่แล้ว จึงไม่ใส่ใจปรับปรุงกองทัพให้เตรียมพร้อม ส่วนพระราชาองค์ที่ได้รับคำทำนายว่าจะแพ้ ก็ตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนกองทัพของตนให้เชี่ยวชาญในกระบานการสู้รบ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท กองทัพของพระองค์จึงพร้อมที่เข้าเข้าสู่สงครามทุกเมื่อ

เมื่อถึงวันสู้รบกันอีกครั้ง พระราชาองค์ที่ได้รับคำทำนายว่าจะชนะประสบความพ่ายแพ้ยับเยิน ฤาษีเองก็เสียหน้า ที่ทุกอย่างไม่เป็นตามคำทำนาย จึงไปต่อว่าพระอินทร์ที่บอกตนเช่นนัน พระอินทร์บอกฤาษีว่า คำทำนายไม่ผิดดอกถ้าทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ พระราราองค์ที่ตนทายว่าจะชนะ ต้องชนะแน่นอน แต่บังเอิญพระราราอีกองค์ไม่ได้ประมาท เพียรพยายามฝีกฝนตนเองและกองทัพ เตรียมการให้พร้อมอยู่เสมอ เมื่อรบเข้าจริงๆ จึงกลับตาลปัตรเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ พระอินทร์ทรงกล่าวสรุปว่า

“คนที่พากเพียรพยายามจนถึงที่สุด แม้เทวดาก็กีดกันเขาไม่ได้”

หลักธรรม (หลักการกระทำ) สามารถบันดาลให้คนเป็นอย่างใดก็ได้ จึงไม่ควรฝากอนาคตไว้กับการนอนคอยโชคชะตา

ตัณหาเป็นเหตุ
“เป็นอันว่า เมื่อไม่มีความรู้หรือไม่ใช้ความรู้ (ปัญญา) ตัณหาก็จะมาเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม คือทำไปตามความปราระนาที่จะได้รับสุขเวทนาและหลีกเลี่ยงทุกขเวทนา การที่ต้องใช้ตัณหาเป็นตัวนำทางพฤติกรรมอย่างนี้ ก็เพราะมนุษย์ยังไม่พัฒนา ยังไม่มีความรู้ ยังไม่มีปัญญา เขาจึงอยู่ด้วยอวิชชาและตัณหาไปก่อน”

คัดลอกบางตอนจากนังสือ “แผนที่ชีวิต” สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ