5 ข้อเท็จจริงทำไมคน (เมือง) ถึงซึงเศร้า

ทุกวันนี้แม้โลกเราจะมีวิทยาการใหม่ๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์มากกว่าเมื่อก่อน แต่เรากลับพบว่ามีผู้ป่วยโรคทางใจมากขึ้น โดยเฉพาะโรคซึมเศร้าที่กลายเป็นโรคยอดฮิตของคนในเมือง โดยองค์การอนามัยโลกได้คาดการณ์ไว้ว่า ในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า โรคซึมเศร้าจะกลายเป็นปัญหาของคนทั่วโลกเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งที่โรคซึมเศร้าไม่ใช่โรคระบาด แต่เพราะอะไรโรคนี้จึงส่งผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้างขนาดนี้

sad

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในประเทศไทย**

  • ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าประมาณสามล้านคน แต่มาพบแพทย์มุถึงแสนคน และคนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวเองป่วยเป็นโรคนี้
  • โรคซึมเศร้าไม่ได้เกิดกับคนที่มีความเครียดหรือมีปัญหาในชีวิตเท่านั้น เพราะสาเหตุของโรคอาจเกิดจากการแปรปรวนของสารเคมีในสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์
  • ผู้ป่วยร้อยละ 80 สามารถหายจากโรคนี้ และกลับมาเป็นปกติได้ เมื่อได้รับยาร่วมกับการรักษาทางจิตใจ เฉพาะโรคซึมเศร้าเป็นเพียงภาวะบกพร่องทางอารมณ์ ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตหรือโรคประสาท
  • โรคซึมเศร้านำไปสู่ปัญหาการฆ่าตัวตายได้ โดยเฉพาะผู้หญิงมีแนวโน้มการฆ่าตัวตายมากกว่าผู้ชาย แต่ผู้ชายมีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าผู้หญิงถึง 3 เท่า
  • ทุกๆ 1 ชั่วโมง 30 นาที จะมีคนไทยฆ่าตัวตายเพราะโรคซึมเศร้า 1 ราย
  • คนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จมักเป็นคนเงียบๆ คิดมาก เครียดง่าย เวลามีปัญหาไม่ชอบปรึกษาใคร เมื่ออาการรุนแรงจึงคิดว่าการตายเป็นทางออกที่ดีที่สุด
  • คนไทยที่ฆ่าตัวตายสำเร็จมักอยู่ในช่วงอายุ 30-39 ปี โดยมีสาเหตุจาก ปัญหาครอบครัว เศรษฐกิจ การเมือง สังคม

** ข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ

Fact 1 พันธุกรรมทำซึมเศร้า

หากคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน คุณก็อาจจะเป็นคนหนึ่งที่ต้องระวัง! เพราะแท้จริงแล้ว โรคซึมเศร้าไม่ได้มีสาเหตุจากสภาพแวดล้อมภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ที่บางคนต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้าเป็นเพราะเขามี “ยีน (Gene) ซึมเศร้า” ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ พนม เกตุมาน หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า โรคซึมเศร้าอาจเกิดขึ้นได้ จากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งพบว่าคนที่มีญาติพี่น้องป่วยเป็นโรคซึมเศร้า มักจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้มากกว่าคนอื่นๆ โดยเฉพาะในกรณีคู่แฝด หากคนหนึ่งป่วยอีกคนก็มีโอกาสป่วยเช่นกัน

ศูนย์พันธุกรรมมนุษย์ในประเทศญี่ปุ่น ก็กำลังร่วมมือกับประเทศไทย ในการศึกษาวิจัยเรื่องยีนที่ทำให้มนุษย์ซึมเศร้า เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นประเทศที่มีประชากรฆ่าตัวตายปีละกว่า 30,000 คน โดยการศึกษาครั้งนี้ จะมีการเก็บข้อมูลจากพันธุกรรมของผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิ เพื่อนำมาสรุปข้อมูลต่อไป ส่วนวิธีสังเกตอาการของโรคซึมเศร้าคือ ผู้ป่วยมักจะรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิต เงียบซึม เฉื่อยชา ไม่อยากทำอะไรแม้แต่สิ่งที่เคยชอบทำ ไม่อยากเจอใคร เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ขาดสมาธิ มองตัวเองในแง่ลบ และคิดถึงการฆ่าตัวตาย หากใครพบเห็นคนในครอบครัวมีอาการเหล่านี้ติดต่อกันทุกวันนานเกินสองสัปดาห์ ควรหาเวลาชวนคุย ชวนให้เขาเล่าความในใจ และไม่ควรทิ้งให้เขาอยู่คนเดียว

Fact 2 โรคทางกายทำร้ายจิตใจ

คงเป็นการยากที่เราจะหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยได้อย่างถาวร เพราะไม่ว่าร่างกายเราจะแข็งแรงแค่ไหน แต่ทุกคนต่างก็เคยมีไข้ไม่สบาย ซึ่งความรู้สึกที่เราเจ็บป่วยอาจทำให้หลายๆ คนรู้สึกเบื่อหน่ายวุ่นวายใจไม่มากก็น้อย และยิ่งในกรณีของผู้ป่วยที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ฯลฯ คงยิ่งทำให้พวกเขาทุกข์ใจมากกว่าเดิมหลายเท่า ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงสุมาลี นิมมานนิตย์ คุณหมอและนักเขียนชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า ผู้ป่วยมะเร็งหลายคน แม้โรคมะเร็งที่เป็นหายขาดแล้ว แต่ใจก็ยังเป็นมะเร็งอยู่ คือ ยังทุกข์ทรมานใจอย่างเดิม เรียกว่าใจเป็นมะเร็ง

ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดาก็ทำการศึกษากลุ่มผู้ป่วยมะเร็งกว่าหมื่นคนและพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการซึมเศร้ายังมีอัตราการเสียชีวิตเร็วขึ้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าอาการซึมเศร้ามีผลต่อฮอร์โมนหรือระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งผู้ป่วยที่ซึมเศร้ายังมีแนวโน้มที่จะละเลยการปฎิบัติตนตามคำสั่งของแพทย์อีกด้วย ในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังนั้น คุณหมอสุมาลี แนะนำว่า แม้ญาติผู้ป่วยจะมีส่วนในการเสริมสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยมากแค่ไหน แต่ตัวผู้ป่วยเองก็ยังเป็นคนสำคัญที่สุด ในการดูแลจิตของตนเอง การปรับตัวยอมรับความเจ็บป่วย หมั่นฝึกจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน จึงเป็นหนทางเพื่อที่จะช่วยให้ผู่ป่วยเกิดความสงบสุขทางใจ และเลิกยึดติดกับการทรมานทางกายได้

Fact 3 ฮอร์โมนเปลี่ยน อารมณ์เปลี่ยน

ทุกคนเคยมีอาการเครียดหรือหงุดหงิดโดยไม่ทราบสาเหตุกันบ้างไหมค่ะ หากใครเคยเป็นแบบนี้บางทีอาการที่เป็นอยู่อาจมีสาเหตุมาจากโรคซึมเศร้า ก็เป็นได้ กรมสุขภาพจิตรายงานว่า การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ โดยผู้หญิงมักมีโอกาสป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า เนื่องจากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนมากกว่า เช่น การมีประจำเดือน การตั้งครรภ์ การเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน (วัยทอง) ซึ่งฮอร์โมนที่เปลี่ยนจะเกี่ยวข้องกับสารเคมีในสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์

นอกจากนั้นโรคซึมเศร้าในผู้หญิงยังเกิดจากปัจจัยด้านการเลี้ยงดู เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเด็กผู้หญิงมักจะถูกเลี้ยงให้เป็นคนเรียบร้อย เก็บกด เวลาที่มีปัญหามักจะเก็บไว้ในใจ  ซึ่งต่างจากเพศชายซึ่งแสดงออกทางอารมณ์ได้มากกว่า ส่วนในผู้ป่วยเพศชายเป็นโรคซึมเศร้า มักมีสาเหตุมาจากความเครียดในการทำงาน ร่างกายที่เสื่อมลง และยังมีการสำรวจพบว่า ผู้ชายที่ล้มเหลวในคู่ชีวิต ต้องหย่าร้างกับภรรยา มีแนวโน้มที่จะเครียดและซึมเศร้ามากกว่าผู้ชายที่มีครอบครัวถึง 6 เท่า อย่างไรก็ตามโรคซึมเศร้าไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านฮอร์โมนเพียงเท่านั้นทางออกที่ดีที่สุดในการป้องกันตัวเองไม่ให้ป่วยเป็นโรคนี้ จึงเป็นการมองโลกในแง่ดีและพยายามออกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟิน (Endorphin) หรือสารแห่งความสุขออกมา ซึ่งจะช่วยให้เรารู้สึกกระฉับกระเฉงมากขึ้น

Fact 4 รสหวานเสริมอาการจิตตก

น้ำอัดลม ขนมเค้ก ไอศกรีม ช็อกโกแลต คุกกี้ ฯลฯ รสชาติอันหอมหวานของขนมแสนอร่อยเหล่านี้ถือเป็นรสชาติที่คนในเมืองต่างหลงใหล แต่จะมีสักกี่คนที่รับรู้ถึงอันตรายจากปริมาณน้ำตาลในขนมเหล่านี้ ซึ่งมีโทษร้ายแรงเทียบเท่ากับยาเสพติด ดังคำอธิบายจาก อาจารย์ สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำหรับชีวจิต ที่ว่า ร่างกายเราต้องการน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ซึ่งมีนหน้าที่เลี้ยงดูเซลล์สมองและทำให้เรามีเรี่ยวแรง แต่หลายคนมักเข้าใจผิดว่า น้ำตาลที่อยู่ในขนมเค้ก ไอศกรีม น้ำอัดลม หรือ ทองหยิบ ฝอยทอง ถือเป็นน้ำตาลที่ให้พลังงานแก่เราเช่นกัน จึงกินเข้าไปโดยไม่ยั้งคิด ทั้งที่น้ำตาลพวกนั้นคือ น้ำตาลซูโครส (Sucrose) ซึ่งเป็นตัวการของโรคต่างๆ ทั้ง เบาหวาน โรคหัวใจ

เมื่อกินน้ำตาลหรือแป้งขาวเข้าไปมากๆ จนเสพติด ทำให้สมองมีความต้องการน้ำตาลอยู่ตลอด พอไม่ได้กินก็จะเกิดอาการกระสับกระส่าย ซึมเศร้า อารมณ์แกว่ง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย และอาจส่งผลให้เป็นคนก้าวร้าว เครียดง่าย อยากทำร้ายคนอื่น (เหมือนคนติดยาเสพติด) การกินน้ำตาลและแป้งขาวมากเกินพอดียังทำให้ ภูมิชีวิตตก ดังนั้น หากเป็นไปได้เราควรค่อยๆ ลดการกินหวานลง ทำดีท็อกซ์เพื่อล้างพิษพร้อมทั้งกินวิตามิน เอ ซี ดี อี เสริม เพื่อช่วยส่งเสริมการทำงานที่ดีของร่างกายและสมอง

Fact 5 แบกงานมากไป ใจป่วยเรื้อรัง

สิ่งหนึ่งที่คนทำงานในเมืองยากที่จะหลีกเลี่ยง คือการต้องใช้ชีวิตภายใต้เงื่อนไขของเวลา และดูเหมือนว่ากิจกรรมของชีวิตจะต้องดำเนินไปอย่างเร่งรีบ ไหนจะต้องทำผลงานเพื่อต้องแข่งขันกับผู้อื่น ต้องส่งงานให้ทันเวลา ต้องพบเจอปัญหาในการทำงานโดยคาดไม่ถึง และยังมีปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองมาคอยทำให้กลุ้มใจ เหล่านี้คือ ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่อาจก่อให้เกิด ภาวะซึมเศร้า อันเป็นผลจากการสะสมความเครียดมานาน

ดร มาเรีย เมลชัวร์ นักระบาดวิทยาของสถาบันจิตเวช คิงส์คอลเลจ ลอนดอล ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้คนทำงานป่วยเป็นโรคซึงเศร้าไว้ว่า การทำงานที่ยุ่งวุ่นวายตลอดเวลา มีภาระให้รับผิดชอบมากเกินไป ถูกบังคับให้ทำงานให้เสร็จตามเวลา หรือต้องทำงานนานกว่าเวลาที่อยากทำจนกินเวลาพักผ่อน เป็นสาเหตุที่ทำให้เครียดและเหนื่อยล้า อีกทั้งคนทำงานที่มีเครียดสูงมักจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับงานจนไม่มีเวลาไปเที่ยวหรือสังสรรค์กับเพื่อนๆ สิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุของอาการซึมเศร้าของคนหนุ่มสาวที่เคยแข็งรงมาก่อน

โดยผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาแนะนำวิธีแก้ไขเรื่องความเครียดในการทำงานว่า นายจ้างควรผ่อนผันเงื่อนไขในการทำงานให้ยืดหยุ่นขึ้น และชมเชยพนักงานเมื่อพวกเขาทำงานสำเร็จ ในขณะที่ตัวพนักงานเอง ต้องหัดคิดในแง่ดี เช่น มองว่าปัญหาในงานคือความท้าทาย การมีงานทำดีกว่าตกงาน พยายามมองหาคุณค่าในตัวเองว่าเรามีจุดเด่นอะไร และอย่าลืมให้รางวัลตัวเองบ้าง ที่สำคัญ ไม่ควรปล่อยให้ชีวิตจมอยู่กับความซึมเศร้านาน แต่เราควรรีบหาวิธีระบายออกให้เร็วที่สุด และอย่าอายที่จะปรึกษาคนใกล้ชิดหรือผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา

สู้ๆนะคะทุกๆคน ความทุกข์เกิดมาเพื่อให้เรา เรียนรู้ และเติบโต และความทุกข์มันก็ไม่มีทางอยู่กับเราได้ตลอดเวลา อย่ายอมให้ความทุกข์เข้ามาครอบงำเรานะคะ

ที่มา : เรียบเรียงจากคอลัมน์ ชีวจิต ฉบับวันที่ 15 พย 55 รูปภาพจาก http://img.kapook.com/image/health/sad.jpg