นาฬิกาชีวิต 
(Biological Clock)

เคยได้ยินมาว่าอวัยวะในร่างกายเราทุกชิ้น มีเวลาทำงาน แล้วยังเริ่มงาน หยุดงานตามเวลาเป๊ะ นั่นแสดงว่าถ้าเราพลาดอะไรไป เราก็ต้องรอรอบหน้าในอีก 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว หืมสุขภาพของเราอยู่ในมือเราเองซินะ มาดูกันค่ะ ว่าใน 24 ชั่วโมง อะไรทำงานตอนไหนบ้าง

เวลา ระบบในร่างกาย อาหาร
01.00-03.00 น. เป็นช่วงเวลาของตับ ควรนอนหลับพักผ่อน ถ้าใครนอนหลับได้เป็นประจำในช่วงนี้ ตับจะหลั่งสารเมลาโทนิน(Melatonin) เพื่อฆ่าเชื้อโรคทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย อาหารที่ช่วยล้างพิษ เช่น งา น้ำผลไม้ และน้ำสะอาด
03.00-05.00 น. เป็นช่วงเวลาของปอด จึงควรตื่นนอนลุกขึ้นเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ ผู้ที่ตื่นนอนช่วงนี้เป็นประจำ ปอดจะดี ผิวดีขึ้น และจะป็นคนที่มีอำนาจในตัว คนที่มีปัญหาเรื่องปอดจะไม่ค่อยตื่นเวลานี้ อาหารจำพวกเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอสูง เช่น ส้ม ผักใบเขียว น้ำผึ้ง หอมใหญ่
05.00-07.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่ ควรขับถ่ายอุจจาระ ทำให้เป็นนิสัยทุกเช้าแต่คนเรามักจะไม่ตื่นในช่วงเวลานี้ซึ่งเป็นเวลาที่ลำไส้ต้องบีบอุจจาระลงมาถ้าไม่ถ่ายให้ใช้วิธีกดจุดที่ตำแหน่งสองข้างของจมูก, ถ้ายังไม่ถ่ายให้ดื่มน้ำอุ่น  2  แก้ว, ถ้ายังไม่ถ่ายอีกให้ดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว โดยใช้น้ำ 1 แก้ว+น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ+น้ำมะนาว 4 – 5ลูก ทำดื่มจนกว่าจะถ่าย, หรือ บริหารร่างกายโดยยืนตรง หายใจเข้าแล้วก้มลงพร้อมทั้งหายใจออก เอามือท้าวเข่าแขม่วท้องจนเหมือนว่าหน้าท้องไปติดสันหลัง, คนที่ถ่ายยากต้องกินอาหารเช้า อาหารที่มีกากใยสูงเช่น ผัก ผลไม้ธัญพืช
07.00-09.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารจะทำงาน, ถ้ากินอาหารเช้าในช่วงนี้ทุกวัน กระเพาะอาหารจะแข็งแรง, ถ้าเราไม่ทานอาหารเช้า อุจจาระจะดูดกลับมาที่กระเพาะ กลิ่นตัวจะเหม็น, ถ้าปล่อยให้กระเพาะอาหารอ่อนแอ จะส่งผลให้เป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล ขาไม่ค่อยแข็งแรง ปวดเข่า หน้าแก่กว่าวัย ควรมีพลังงานและสารอาหาร อย่างน้อย 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ของปริมาณที่ควรได้รับตลอดวัน
09.00-11.00 น. เป็นช่วงเวลาของม้าม ม้ามจะอยู่ชายโครงด้านซ้าย มีหน้าที่ควบคุมเม็ดเลือด สร้างน้ำเหลือง ควบคุมไขมัน คนที่ปวดศรีษะบ่อย มักมาจากความผิดปกติของม้าม, ผู้ที่มักนอนหลับในช่วงเวลา 09.00-11.00 น. ม้ามจะอ่อนแอ นอกจากนี้ ม้ามยังโยงถึงริมฝีปาก ผู้ที่พูดบ่อยๆ หรือพูดเก่งๆ ม้ามจะชื้น ทำให้อ้วนง่าย จึงควรพูดน้อย กินน้อย ม้ามจึงจะแข็งแรง มันเทศสีแดง หรือเหลือง อาหารที่ทำจากบุก
11.00-13.00 น. เป็นช่วงเวลาของหัวใจ หัวใจทำงานหนักในช่วงเวลานี้  ควรหลีกเลี่ยงความเครียด หรือเหตุที่ต้องใช้ความคิดหนัก คนที่มีปัญหาในเรื่องนี้จะดูที่อาการปวดไหล่ ไม่ได้แสดงอาการที่หน้าอก อย่างที่เข้าใจกัน อาหารที่มีสีแดงตามธรรมชาติ เช่น ถั่วแดง และผลไม้สีแดง
13.00-15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก ควรงดกินอาหารทุกประเภท เพื่อเปิดโอกาสให้ลำไส้เล็กทำงาน, ลำไส้เล็กมีหน้าที่ดูดซึมอาหาร ที่เป็นน้ำทุกชนิด เพื่อสร้างกรดอะมิโน สร้างเซลล์สมอง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ  
15.00-17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะจะเกี่ยวข้องกับระบบความจำ ไทรอยด์ และระบบเพศทั้งหมด ช่วงเวลานี้จึงควรทำให้เหงื่อออก อาจจะออกกำลังกายหรืออบตัว กระเพาะปัสสาวะจะได้แข็งแรง, การอั้นปัสสาวะบ่อย ๆ ปัสสาวะจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เหงื่อที่ออกมามีกลิ่นเหม็นเหมือนปัสสาวะ ผลไม้ เช่น เบอร์รี่ และดื่มน้ำสะอาดมากๆ
17.00-19.00 น. เป็นช่วงเวลาของไต ควรทำใจให้สดชื่น ผู้ใดมีอาการง่วงนอนช่วงเวลานี้ แสดงว่า มีปัญหาเรื่องไตเสื่อม ถ้านอนหลับแล้วเพ้อแสดงว่าอาการหนักมาก, ถ้าลำไส้เล็กมีไขมันเกาะมาก อาหารที่อยู่ในรูปของสารละลาย จะผ่านลำไส้เล็กไม่ได้ จึงตกเป็นภาระของไต เป็นผลให้ไตทำงานหนัก จึงกลายเป็นโรคไต, ผู้ที่เป็นโรคไต สมองจะเสื่อม ปวดหลัง และเป็นหวัดง่าย อาหารที่มีเกลือต่ำ รวมถึงสมุนไพรจีน เช่น ถั่งเฉ้า (มีคุณประโยชน์ต่ออวัยวะภายใน เช่น ปอด ตับ ไต เสริมสร้างสุขภาพ เพิ่มพลังงาน บำบัดอาการไอ ไอเลือด และโรคปอด นอกจากนี้ถั่งเฉ้ายังสามารถบำบัดอาการหืดหอบ ทำให้การเต้นของหัวใจปกติและทำให้นอนหลับสบาย)
19.00-21.00 น. เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ  ช่วงเวลานี้ควรจะสวดมนต์ ทำสมาธิ  อาหารจำพวกโปรตีนที่มีไขมันต่ำรวมถึงวิตามินบี ต่างๆ
 21.00-23.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น จึงห้ามอาบน้ำเย็นในช่วงเวลานี้ เพราะจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย, อย่าไปตากลม เพราะเป็นช่วงที่ลมเป็นพิษ อาหารที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น ขิง โสม
 23.00-01.00 น. เป็นเวลาของถุงน้ำดี ถุงน้ำดี เป็นถุงสำรองเก็บน้ำย่อยที่ออกมาจากตับ อวัยวะใดในร่างกาย ถ้าขาดน้ำ จะมาดึงน้ำจากถุงน้ำดี ทำให้ถุงน้ำดีข้น เป็นผลให้อารมณ์ฉุนเฉียว สายตาเสื่อม นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก ตอนเช้าจะจาม ปวดศรีษะ โดยไม่ทราบสาเหตุ อาหารที่มีไขมันต่ำ และไม่ทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ

สิ่งที่ทำร้ายร่างกาย

  1. ดื่มน้ำน้อย
  2. ขาดการเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย
  3. ขาดสารอาหารต่าง ๆ
  4. มักมีอารมณ์วิตกกังวล+ความเครียดสูง
  5. ไม่ทานอาหารเช้า ไม่ทานผักผลไม้
  6. พักผ่อนน้อย
  7. อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลภาวะเป็นพิษ
  8. มักมีความเบื่อ ขาดอารมณ์ขัน

สุขภาพดีไม่มีขาย  ถ้าอยากได้ต้องทำเองนะคะ

Print